พ่อ-แม่พูดคุยกับลูกมากขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน-ป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงรียน

Spread the love

พ่อ-แม่พูดคุย-ซักถามลูกมากขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนหลังพบไทยติดอันดับ 2 ของโลกการถูกรังแกจากเพื่อน

พ่อ-แม่พูดคุยกับลูกมากขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน-ป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน
พ่อ-แม่พูดคุย-ซักถามลูกมากขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน

หลังพบไทยติดอันดับ 2 ของโลกการถูกรังแกจากเพื่อน


ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 ของโลก

ที่มีสัดส่วนนักเรียนถูกรังแกจากเพื่อนนักเรียนด้วยกันสูงถึงร้อยละ 40 รองจากญี่ปุ่น

โดยกรมสุขภาพจิตเผยข้อมูลผลการสำรวจ

พบว่า มีเด็กถูกรังแกในสถานศึกษาปีละประมาณ 6 แสนคน

ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อทั้งอารมณ์จิตใจและร่างกายของเด็กทั้ง 2 ฝ่าย

รวมถึงผู้ปกครองเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรปล่อยปละละเลยเป็นอันขาด


จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองของนักเรียนคนแรก

เผยว่า มีความกังวลว่าจะเกิดขึ้นกับลูกของตนแน่นอน

แต่ก็มีการสังเกตจากพฤติกรรมของตัวเด็กเอง

เช่น เด็กจะบอกว่า ไม่ชอบเพื่อนหรือไม่อยากไปโรงเรียน

เพราะโดนแกล้งเป็นประจำ โดยสาเหตุมาจาก มีบางอย่างเข้ากับเพื่อนไม่ได้

หรือยังไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนบางคนบางกลุ่ม

ก็แจ้งคุณครูประจำชั้นให้ช่วยดูแลมากขึ้น

รวมทั้งบอกถึงปัญหาของลูกเราให้คุณครูประจำชั้นรับทราบ

รวมถึงให้เด็กดูแลตัวเอง พยายามเลี่ยงกลุ่มเด็กที่ชอบแกล้ง

ทั้งนี้ทางผู้ปกครองมองว่า การเกิดการบุลลี่ในเด็ก

อาจเป็นเพราะเด็กอาจจะไม่เข้าใจความแตกต่าง

ในบุคลิกเฉพาะของคนบางกลุ่ม

เช่น เด็กที่มีบุคลิกด้านร่างกาย ขาวดำ ฟัน ตา จมูก ที่เด่นผิดปกติ

เด็กที่มีบุคลิกด้านอารมณ์ เช่น สมาธิสั้น การเข้าสังคมไม่เก่ง

หรือเด็กที่สนใจเรียน แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ

และมองว่าครอบครัว คือ กำลังหลักที่จะช่วยให้ปัญหานี้หมดไป

อบรมสั่งสอนเรื่องนี้ ให้มาก เมื่อลูกๆ เข้าสู่วัยเรียน


ผู้ปกครองอีกท่านให้สัมภาษณ์ว่า มีความกังวลเช่นกันที่จะเกิดขึ้น

แต่ก็ได้มีการพูดคุยกับตัวเด็กถึงการไปโรงเรียนในแต่ละวัน

ซึ่งก็จะมีการแกล้งกันบ้าง แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กที่เล่นกันก็จะมีทะเลาะกันบ้าง

แต่เมื่อโตขึ้นพฤติกรรมนั้นจะหายไปเอง

เพราะเด็กจะเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเองและสามารถคิดเองได้แล้ว


ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

การข่มเหงรังแกกันเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก

แต่มักถูกมองข้ามง่ายในสังคมไทย และพบว่าร้อยละ 40 – 80

ของเด็กวัยเรียนเคยถูกรังแกอย่างน้อย 1 ครั้ง

โดยอาจเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน นอกจากนี้

ยังมีงานวิจัยที่พบว่าเด็กพิเศษมีความเสี่ยงที่จะถูกรังแกมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น

เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีระดับความต้านทานต่อแรงกดดันที่ต่ำ

เมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดหรือกังวล

ก็จะแสดงอาการที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ เช่น ตะโกนเสียงดัง

แสดงท่าทางซ้ำๆ ซึ่งจะทำให้เป็นเป้าหมายของการถูกรังแก

รวมถึงความล่าช้าของพัฒนาการบางด้านในเด็กกลุ่มนี้

หรือในเด็กที่การเคลื่อนไหวไม่มั่นคง

อาจทำให้เด็กถูกมองว่าอ่อนแอกว่าจนเป็นเหยื่อของการรังแกได้


สำหรับวิธีป้องกันลูกไม่ให้ถูกรังแก นั้น ผอ.สถาบันราชานุกูล ได้แนะ 5 วิธีป้องกัน ดังนี้

 

1. ชวนลูกพูดคุยถึงการข่มเหงรังแก

 โดยยกประสบการณ์การถูกรังแกของคนในครอบครัวให้เด็กฟัง

เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้

หากเคยเกิดขึ้นกับเด็กก็จะเป็นโอกาสให้เด็กเล่าให้ผู้ปกครองฟัง

หากเด็กเล่าเรื่องนี้ ควรให้กำลังใจเด็ก และปรึกษากับคุณครู

ที่โรงเรียนเพื่อหาวิธีการที่โรงเรียนจะรับรู้เรื่องนี้และให้การช่วยเหลือเด็ก

 

2. กำจัดตัวล่อของการถูกรังแก เช่น หากเด็กถูกข่มขู่เรียกเงินค่าอาหารกลางวัน

หรือของใช้ส่วนตัวก็ให้เด็กนำข้าวกล่องไปทานหรืองดให้เด็กพกของมีค่าไปโรงเรียน เป็นต้น


3. ให้ทำกิจกรรมโดยมีเพื่อนอยู่ด้วย อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป

ซึ่งมีโอกาสที่จะถูกรังแกได้น้อยกว่าการอยู่คนเดียว


4. ไม่แสดงอารมณ์หรือปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการกระทำนั้นๆ

เพียงแต่บอกผู้รังแกว่าให้หยุดพฤติกรรมนั้น แล้วเดินห่างออกมา

หากเด็กสามารถควบคุมอารมณ์ไม่แสดงอาการ จะลดแรงจูงใจในการถูกรังแกได้


5. พ่อแม่ควรพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กที่เป็นผู้รังแก

โดยควรมีคุณครูหรือนักจิตวิทยาโรงเรียนเข้าร่วมพูดคุยด้วย


นอกจากนี้ ยังได้แนะ 5 วิธี ช่วยลูกหยุดรังแกเพื่อน ได้แก่


1. สอนให้เด็กรู้ว่าการรังแกผู้อื่นเป็นพฤติกรรมรุนแรง

ที่ไม่ได้รับการยอมรับทั้งจากผู้ปกครองในบ้านและในสังคมภายนอก

 

2. สอนให้เด็กเคารพสิทธิของผู้อื่นและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม

ตลอดจนสนับสนุนให้เด็กได้มีกิจกรรมร่วมกับเด็กที่มีความแตกต่างกับตัวเอง


3.หาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุที่ทำให้เด็กรังแกเพื่อนทั้งในด้านครอบครัว

และสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียน เช่น มีเด็กคนอื่นที่ชอบรังแกเพื่อนอีกหรือไม่

เพื่อนๆของลูกมีพฤติกรรมนี้ด้วยหรือไม่ ลูกต้องเผชิญกับความกดดันใดหรือไม่

โดยปรึกษาคุณครู นักจิตวิทยาโรงเรียน หรือกลุ่มผู้ปกครองในการหาทางแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน


4.ชมเชยหรือให้รางวัล เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดีสามารถแก้ไขความขัดแย้งโดยใช้วิธีทางบวกและสร้างสรรค์


5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็ก ถ้าผู้ปกครองแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อหน้าเด็ก เด็กจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ

ควรแสดงให้เด็กเห็นว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการจัดการต่ออารมณ์ด้วยตนเองเป็นอย่างไร

 

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/700070

กรมสุขภาพจิต https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=27485

http://Ramintouch.com
ติดตามเราผ่าน Social Media
Close